รีวิวเกม Live A Live นำมาทำใหม่กับเกมที่ทุกคนอาจลืมไปแล้ว

รีวิวเกม Live A Live เกมแนว JRPG ในยุค 90S นอกจาก Final Fantasy และ Dragon Quest แล้วเชื่อว่าต้องมีหลายคนหลงรัก Live A Live

รีวิวเกม Live A Live หนึ่งในตำนานของแฟน ๆ เกมแนว JRPG ในยุค 90S นอกจาก Final Fantasy และ Dragon Quest แล้วเชื่อว่าต้องมีหลายคนหลงรัก Live A Live เกมในตำนานของค่าย Square Soft (ก่อนเป็นค่าย Square Enix) ที่โดดเด่นและแตกต่างจากเกมที่ออกในช่วงเดียวกันมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างมากที่มันไม่เคยออกภาคภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการมีแต่แฟน ๆ แปลกันเอง และไม่เคยวางขายนอกญี่ปุ่น

โดยความโดดเด่นของ Live A Live คือเรื่องราวที่จะแบ่งออกเป็น 7 เนื้อเรื่องหลักให้เราเลือกเล่นก่อนจะปลดล็อกตอนที่ 8 และนำพาไปสู่ด่านสุดท้ายที่มีความแตกต่างกันหมดทุกตอน เพราะมีการแบ่งเป็นยุคสมัยเช่นยุคหิน, ยุคกลาง หรือโลกอนาคตบนอวกาศ และยังได้นักวาดการ์ตูนระดับตำนานมาออกแบบตัวละคร ทำให้มันโดดเด่นตั้งแต่ต้นฉบับ แต่น่าเสียดายที่ภาครีเมกใช้ลายเส้นเดียวกันหมดแต่ก็มีการวาดให้อ้างอิงต้นฉบับมากที่สุด

LIVE A LIVE เกม RPG ระดับตำนานเตรียมส่งเวอร์ชั่นรีเมคมาให้เล่นกันบน Nintendo Switch – COMPGAMER

กราฟิก

หลังจากค่าย Square Enix ออกแบบกราฟิกแบบ HD-2D เข้ามาใช้ในเกม Octopath Traveler’s ที่สามารถนำภาพแบบพิกเซล 2 มิติ ให้มีความละเอียดสูงและใส่แสงเงาแบบเกมยุคใหม่ได้ลงตัว แถมด้วยมุมมองที่ทำให้มีมิติมากขึ้นทำให้มันเกิดไอเดียในการคืนชีพเกมเก่าด้วยกราฟิกแบบนี้

และ Live A Live ก็คือหนึ่งในนั้น และผลออกมาทำได้ดีมาก ๆ เพราะมันทำให้ตำนานยุค 16Bit กลับมามีชีวิตอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีการใส่มุมกล้องใหม่ที่เป็น 3 มิติเข้าไปในบางจุดทำให้มันดูทันสมัยและไม่เชยเลยแม้จะไม่มีคัตซีนแบบการ์ตูนเต็ม ๆ มาให้ชมก็ตาม

ส่วนที่เป็นตำนานของ Live A Live คือเพลงประกอบที่ได้ โยโกะ ชิโมมูระ (Yoko Shimomura) มาแต่งเพลงให้และมีตำนานของวงการอย่างเพลง Megalomania อยู่ด้วย และในภาครีเมกมีการทำดนตรีใหม่หมดให้ทันสมัยและใส่เสียงของเครื่องดนตรีจริงเข้าไป งรวมทั้งเสียงพากย์ก็ใส่เข้าเพื่อช่วยเสริมเรื่องราวและจัดเต็มมาก และยังช่วยให้การเล่าเรื่องยอดเยี่ยมขึ้นหลายเท่า และข่าวดีคือมีการใส่เนื้อร้องในฉากของตัวละคร Akira ที่ได้ ฮิโรโนบุ คาเงยามะ (Hironobu Kageyama) มาร้องเพลงประกอบด้วย เรียกว่าการรีเมกครั้งนี้ลงทุนแบบจัดเต็มสุด ๆ

เกมเพลย์

รูปแบบการเล่นของ Live A Live หลัก ๆ จะเหมือนเกม RPG ทั่วไปที่จะใช้การใส่คำสั่งแบบเทิร์นเบส ที่มีการตัดเข้าฉากต่อสู้และมีฉากเดินบนแผนที่ ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะดูน่าเบื่อแต่ผู้สร้างมีการใส่ความแตกต่างเข้าไป เพราะในฉากต่อสู้จะแบ่งออกเป็นช่องผู้เล่นสามารถบังคับตัวละครให้เดินได้ตามช่องที่กำหนดไว้ และเมื่อเราเคลื่อนที่ศัตรูก็จะเดินตามด้วย ทำให้มีความเป็นแอ็กชันสูงมาก

นอกจากนี้การต่อสู้ยังต้องดูการเคลื่อนไหวและการโจมตีของศัตรู ที่จะมีระยะการโจมตีแตกต่างเราสามารถหลบหลีกไม่ให้โดนการโจมตีได้ และยังสามารถชิงความได้เปรียบด้วยการใช้ท่าไม้ตายที่ส่งผลกระทบกับพื้นที่ได้ เช่นการทำให้เกิดไฟติดบนฉากหรือทำให้เกิดพิษซึ่งหากเราเดินไปช่องนั้นพลังชีวิตจะลดลง ทำให้การเล่นจะมานั่งเฉย ๆ แล้วกดคำสั่งไม่ได้ เรียกว่าหากพลาดแม้แต่เสี้ยววินาทีก็อาจจะตายได้เลย แต่เราสามารถ Save ได้ทุกที่ทุกเวลา (ยกเว้นในฉากต่อสู้) ทำให้กลับมาเริ่มไหม่ไม่ไกล ซึ่งส่วนของแอ็กชันนี้ทำให้ Live A Live แตกต่างจากเกม RPG อื่นมากในยุคนั้นมาก

ส่วนเมื่อกลับมารีเมกใหม่ แม้ว่าเกมเพลย์หลัก ๆ ยังบังคับแบบ 2 มิติ และฉากต่อสู้ก็ใช้รูปแบบเดียวกันแต่มีการใส่รายละเอียดใหม่เข้าไป เช่นสมดุลของความยากที่ปรับให้ดีขึ้น และมีการระบุว่ามีของซ่อนอยู่ที่ไหนบ้าง รวมทั้งมีระบบแผนที่บอกว่าจุดทำเนื้อเรื่องอยู่ที่ไหนทำให้ไม่หลงทาง และทำให้การเล่นในบางฉากเร็วขึ้นมากจนอาจจะเป็นข้อเสียของเกมที่บางฉากสั้นไป และเวลาการเล่นให้จบเกมทั้งหมดไม่นานนักเมื่อเทียบกับมาตรฐานเกม RPG ในยุคนี้

สรุป

สำหรับการกลับมาของ Live A Live ฉบับรีเมกในมุมมองคอเกมยุคใหม่ที่เกิดมาพร้อมกับการเล่น RPG ยุคใหม่อย่าง Skyrim หรือ Final Fantasy ภาคหลัง ๆ อาจจะคิดว่ามันคือของโบราณสุดเชยที่ปรับภาพนิดหน่อย แต่สำหรับแฟนเกมรุ่นเก่าแล้วมันคือวงร็อกคลาสสิกที่กลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อสานต่อตำนานให้แฟน ๆ หายคิดถึง และอยากให้นำกราฟิกแบบนี้ไปทำ Chrono Trigger กับ Final Fantasy 6 ฉบับรีเมกด้วยจะดีมาก

อ่านเพิ่มเติม >>>>>  loadgamekung

เกมส์ออนไลน์ได้เงินจริง >>>>>  สมัคร